วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
ประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
ใบงานที่ 2
เรื่อง ประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
ประเภทของระบบ DSS
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. DSS แบบให้ความสำคัญกับข้อมูล (Data-Oriented DSS)เป็น DSS ที่ให้ความสำคัญกับเครื่องมือในการจัดการและการวิเคราะห์ข้อมูล การทดสอบทางสถิติ ตลอดจนการจัดข้อมูลในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้ทำความเข้าใจสารสนเทศ และสามารถตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ
2.DSS แบบให้ความสำคัญกับแบบจำลอง (Model-Based DSS) เป็น DSS ที่ให้ความสำคัญกับแบบจำลองการประมวลปัญหา โดยเฉพาะแบบจำลอง พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) และแบบจำลองการวิจัยขั้นดำเนินงาน(Operation Research Model) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหา และปรับตัวแปรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
อ้างอิง https://acc5606103108.wordpress.com/2013/07/11/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%83/
วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559
Blogงานกลุ่มเรื่องพวงกุญแจผ้าสักหลาด
http://wffkeychain.blogspot.com/
สรุปประโยชน์จากการทำงานกลุ่ม
1.ได้รู้จักความสามัคคีภายในกลุ่ม
2.รู้จักความรับผิดชอบของแต่ละคน
3.รู้จักความมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นของแต่ละคน
4.รู้จักการใช้Bloggerมากขึ้น
5.ทำให้รู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับงานที่ทำ
blog งานกลุ่มเรื่องมะขามขัดผิว
http://tamarind559.blogspot.com/
สรุปประโยชน์จากการทำงานกลุ่ม
1.ได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม
2.ฝึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ
3.ได้ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์
4.ฝึกให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
5.ได้รู้และได้ใช้งาน blogger
วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ตัวอย่างโครงงาน
ตัวอย่างโครงงาน
1. โครงงานเรื่อง ตุ๊กตาและดอกไม้จากเปลือกข้าวโพด
ชื่อเว็บ http://corndoll.blogspot.com/
ชื่อเว็บ http://corndoll.blogspot.com/
2. โครงงานเรื่อง ยาดมสมุนไพร
ชื่อเว็บ http://smellingherbs.blogspot.com/
3. โครงงานเรื่อง หน้าใสด้วยดินสอพอง
ชื่อเว็บ http://dinsopong-beauty.blogspot.com/
นายภานุพงษ์ อ่ำโพธิ์ ม.5/2 เลขที่ 14
วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ
2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
3. จัดทำเค้าโครงของโครงงาน
4. การลงมือทำโครงงาน
5. การเขียนรายงาน
6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน
2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
3. จัดทำเค้าโครงของโครงงาน
4. การลงมือทำโครงงาน
5. การเขียนรายงาน
6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน
1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ
โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ปัญหาที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ได้จากแหล่งต่างๆ กัน ดังนี้
โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว ปัญหาที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ได้จากแหล่งต่างๆ กัน ดังนี้
1. การอ่านค้นคว้าจากหนังสือ เอกสาร หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่างๆ
2. การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ
3. การฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งการสนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนนักเรียนหรือกับบุคคลอื่นๆ
4. กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน
5. งานอดิเรกของนักเรียน
6. การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์
2. การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ
3. การฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งการสนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเพื่อนนักเรียนหรือกับบุคคลอื่นๆ
4. กิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน
5. งานอดิเรกของนักเรียน
6. การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์
ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
1. ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
2. สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้
3. มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
4. มีเวลาเพียงพอ
5. มีงบประมาณเพียงพอ
6. มีความปลอดภัย
2. สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้
3. มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
4. มีเวลาเพียงพอ
5. มีงบประมาณเพียงพอ
6. มีความปลอดภัย
2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ในการศึกษาจะต้องได้คำตอบว่า
1. จะทำ อะไร
2. ทำไมต้องทำ
3. ต้องการให้เกิดอะไร
4. ทำอย่างไร
5. ใช้ทรัพยากรอะไร
6. ทำกับใคร
7. เสนอผลอย่างไร
2. ทำไมต้องทำ
3. ต้องการให้เกิดอะไร
4. ทำอย่างไร
5. ใช้ทรัพยากรอะไร
6. ทำกับใคร
7. เสนอผลอย่างไร
3. องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน
| รายงาน | รายละเอียดที่ต้องระบุ |
| ชื่อโครงงาน | ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร |
| ประเภทโครงงาน | วิเคราะห์จากลักษณะของประโยชน์หรือผลงานที่ได้ |
| ชื่อผู้จัดทำโครงงาน | ผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้ |
| ครูที่ปรึกษาโครงงาน | ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และควบคุมการทำโครงงานของนักเรียน |
| ครูที่ปรึกษาร่วม | ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วม ให้คำแนะนำในการทำโครงงานของนัีกเรียน |
| ระยะเวลาดำเนินงาน | ระยะเวลาการดำเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด กำหนดเป็นวัน หรือ เดือนก็ได้ |
| แนวคิด ที่มา และความสำคัญ | สภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล |
| วัตถุประสงค์ | สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงานทั้งในเชิงกระบวนการ และผลผลิต |
| หลักการและทฤษฎี | หลักการและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน |
| วิธีดำเนินงาน | กิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และผู้ัรับผิดชอบ |
| ขั้นตอนการปฏิบัติ | วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด |
| ผลที่คาดว่าจะได้รับ | สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ |
| เอกสารอ้างอิง | สื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินงาน |
4. การลงมือทำโครงงาน
เมื่อเค้าโครงของโครงงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทำโครงงานได้ผ่านพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ดังนี้
4.1 การเตรียมการ
การเตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ
การเตรียมการ ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึกหรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับบันทึกการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างทำโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ
4.2 การลงมือพัฒนา
1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น
2. จัดระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่่อยทำ ส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทำ ให้ตกลงรายละเอียดในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย
3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน
1. ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทำให้ผลงานดีขึ้น
2. จัดระบบการทำงานโดยทำส่วนที่เป็นหลักสำคัญๆ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่่อยทำ ส่วนที่เป็นส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทำ ให้ตกลงรายละเอียดในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย
3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน
4.3 การทดสอบผลงานและแก้ไข
การตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน เป็นความจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการ ที่ระบุไว้ในเป้าหมายและทำด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย
การตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน เป็นความจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการ ที่ระบุไว้ในเป้าหมายและทำด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย
4.4 การอภิปรายและข้อเสนอแนะ
เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับนำ ไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย
เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทำโครงงาน และทำการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับนำ ไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนำหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ด้วย
4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ
เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นักเรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญ หรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้
เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว นักเรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สำคัญ หรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียนเป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาและหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้
5. การเขียนรายงาน
การเขียนรายงานเป็นวิธีการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงานนักเรียนควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้
การเขียนรายงานเป็นวิธีการสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงานนักเรียนควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆเหล่านี้
5.1 ส่วนนำ
ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย
1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
4. คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ
5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ
ส่วนนำ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่งประกอบด้วย
1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
4. คำขอบคุณ เป็นคำกล่าวขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทำให้โครงงานสำเร็จ
5. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มา ความสำคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้โดยย่อ
5.2 บทนำ
บทนำเป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย
1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า
3. ขอบเขตของโครงงาน
บทนำเป็นส่วนรายละเอียดของเนื้อหาของโครงงานซึ่งประกอบด้วย
1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
2. เป้าหมายของการศึกษาค้นคว้า
3. ขอบเขตของโครงงาน
5.3 หลักการและทฤษฎี
หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่มเติมด้วย
หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรือหลักการ ทฤษฎี หรือวิธีการที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน ซึ่งรวมถึงการระบุผลงานของผู้อื่นที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่มเติมด้วย
5.4 วิธีดำเนินการ
วิธีดำเนินการ อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน
วิธีดำเนินการ อธิบายขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรืออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำงาน
5.5 ผลการศึกษา
ผลการศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก
ผลการศึกษา นำเสนอข้อมูลหรือระบบที่พัฒนาได้ โดยอาจแสดงเป็นตาราง หรือ กราฟ หรือข้อความ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเข้าใจของผู้อ่านเป็นหลัก
5.6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ
สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำ งาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำ ผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย
สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำ งาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุด้วยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนำ ผลการทดลองหรือพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงาน หรือข้อสังเกตที่สำคัญ หรือข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทำ โครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขหากจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย
5.7 ประโยชน์
ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย
ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากการนำผลงานของโครงงานไปใช้ด้วย
5.8 บรรณานุกรม
บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำ โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย
บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่อหนังสือ วารสาร เอกสาร หรือเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผู้ทำ โครงงานใช้ค้นคว้า หรืออ่านเพื่อศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำ โครงงานนี้การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้องตามหลักการเขียนด้วย
5.9 การจัดทำคู่มือการใช้งาน
หาโครงงานที่นักเรียนจัดทำ เป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้นักเรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้ผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
1. ชื่อผลงาน
2. ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ ระบุรายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้
3. ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์
4. คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำ หน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลขาเข้าและส่วนอะไรออกมาเป็นข้อมูลขาออก
5. วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด เพื่อให้ผลงานทำงานในฟังก์ชันหนึ่งๆ
หาโครงงานที่นักเรียนจัดทำ เป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้นักเรียนจัดทำคู่มืออธิบายวิธีการใช้ผลงานนั้นโดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย
1. ชื่อผลงาน
2. ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ ระบุรายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้
3. ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์
4. คุณลักษณะของผลงาน อธิบายว่าผลงานนั้นทำ หน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลขาเข้าและส่วนอะไรออกมาเป็นข้อมูลขาออก
5. วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชัน อธิบายว่าจะต้องกดคำสั่งใด หรือกดปุ่มใด เพื่อให้ผลงานทำงานในฟังก์ชันหนึ่งๆ
6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน
การนำเสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบการรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์และอธิบายด้วยคำพูด เป็นต้น โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
4. คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน
5. วิธีการดำเนินการที่สำคัญ
6. การสาธิตผลงาน
7. ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน
การนำเสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทำโครงงาน เพื่อแสดงออกถึงผลิตผลความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทำได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบายประกอบการรายงานด้วยคำพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์และอธิบายด้วยคำพูด เป็นต้น โดยผลงานที่นำมาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
4. คำอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน
5. วิธีการดำเนินการที่สำคัญ
6. การสาธิตผลงาน
7. ผลการสังเกตและข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการทำโครงงาน
อ้างอิง
http://www.acr.ac.th/acr/ACR_E-Learning/CAREER_COMPUTER/COMPUTER/M4/ComputerProject/content2.html
จัดทำโดย นายภานุพงษ์ อ่ำโพธิ์ ม.5/2 เลขที่ 14
วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ใบงานที่ 3
บริการบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
1.www.(World Wide Web)
สงวนลิขสิทธิ์ โดย อาจารย์ภาสกร เรืองรอง http://www.ThaiWBI.com
อ้างอิง http://www.ThaiWBI.com
2. จดหมายอิเลคทรอนิกส์ (Electronic Mail)
จดหมายอิเลคทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่า E-mailเป็นการสื่อสารที่นิยมใช้กันมากเนื่องจากผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลที่ต้องการได้รวดเร็ว ภายในระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะอยู่ในที่ทำงานเดียวกันหรืออยู่ห่างกันคนละมุมโลกก็ตามนอกจากนี้ยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยมากองค์ประกอบของ e-mail address ประกอบด้วย 1. ชื่อผู้ใช้ (User name) 2. ชื่อโดเมน Username@domain_name การใช้งานอีเมล สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ 1. Corporate e-mail คือ อีเมล ที่หน่วยงานต่างๆสร้างขึ้นให้กับพนักงานหรือบุคลากรในองค์กรนั้น เช่น u47202000@dusit.ac.th คือ e-mail ของนักศึกษาของสถาบันราชภัฏสวนดุสิต เป็นต้น 2. Free e-mail คือ อีเมล ที่สามารถสมัครได้ฟรีตาม web mail ต่างๆ เช่น Hotmail, Yahoo Mail, Thai Mail และ Chaiyo Mail ![]() อ้างอิง https://mimmira.wordpress.com/ 2013/08/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0 %B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8 %B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3 %E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8 %97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C %E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87/
3. การโอนย้ายข้อมูล (File Transfer Protocol : FTP)
การโอนย้ายข้อมูล หรือที่นิยมเรียกกันว่า FTP เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันมากพอสมควรในอินเตอร์เน็ต โดยอาจใช้เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลรวมถึงโปรแกรมต่าง ๆ ทั้งที่เป็น freeware sharewareจากแหล่ง ข้อมูลทั้งหลายมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้งานอยู่ ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายแห่งที่กำหนดให้ Serverของตนทำหน้าที่เป็น FTP site เก็บรวบรวมข้อมูลและโปรแกรมต่าง ๆ สำหรับให้บริการ FTP ที่นิยมใช้กันมากได้แก่WS_FTP, CuteFTP
การโอนย้ายไฟล์สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ
1. การดาวน์โหลดไฟล์ (Download File ) การดาวน์โหลดไฟล์ คือ การรับข้อมูลเข้ามายังเครื่อง คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ในปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่จัดให้มีการดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรี เช่นhttp://www.download.com 2. การอัพโหลดไฟล์ (Upload File) การอัพโหลดไฟล์คือการนำไฟล์ข้อมูลจากเครื่องของผู้ใช้ไปเก็บไว้ในเครื่องที่ให้บริการ (Server) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เช่น กรณีที่ทำการสร้างเว็บไซต์ จะมีการอัพโหลดไฟล์ไปเก็บไว้ในเครื่องบริการเว็บไซต์ (Web server ) ที่เราขอใช้บริการพื้นที่ (web server) โปรแกรมที่ช่วยในการอัพโหลดไฟล์เช่น FTP Commander
อ้างอิง https://mimmira.wordpress.com/
2013/08/06/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8 %B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3 %E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0 %B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8 %97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C %E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87/ ผู้จัดทำ นายภานุพงษ์ อ่ำโพธิ์ |
วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559
ใบงานที่ 2
Safari
Safari ซึ่งเป็น Browser สำหรับการเล่นอินเตอร์เน็ท ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจาก IE ที่เราคุ้นเคยบน Windows กันอยู่บ้าง
เมื่อเปิด Safari ขึ้นมาเราจะพบกับหน้าตาแบบในรูปด้านบน ซึ่งตรงช่องเราจะสามารถพิมพ์ URL ของเว็บไซต์ที่เราต้องการเข้าแล้วกด GO เพื่อไปยังหน้าเว็บไซต์นั้นๆได้
นอกจากนี้เราสามารถใช้นิ้วปาดจากหน้าจอทางซ้ายไปขวาเพื่อ Back ไปยังหน้าก่อนหน้า และใช้นิ้วปาดจากฝั่งขวาไปซ้ายเพื่อ Next ไปหน้าถัดไปได้ครับ
การเปิดหน้าเว็บ Link
ปกติแล้วถ้าเรากด 1 ทีตรง Link ที่เชื่อมไปยังหน้าอื่นๆของเว็บไซต์ บราวเซอร์ Safari ก็จะพาเราไปยังหน้านั้นๆโดยอัตโนมัติทันที แต่ถ้าเรากดตรง Link นั้นค้างไว้จะโผล่แถบเมนูมาให้เราเลือกเพิ่มเติม ในที่นี้ Open คือการเปิดหน้า Link นั้นตามปกติ , Open in new tab คือการเปิด Link นั้นโดยขึ้น tab ใหม่ , Add to reading list คือการจัดเก็บหน้า Link นั้นไว้อ่านคราวหลัง และ Copy จะเป็นการก๊อปปี้ URL ของ Link นั้นๆค่ะ
การเก็บหน้าเว็บไซต์ไว้อ่านทีหลัง
ในกรณีที่เราเปิดหน้าเว็บหน้าหนึ่งค้างไว้อยู่แล้วอยากเก็บไว้อ่านทีหลัง เราสามารถกดตรงปุ่มลูกศรชี้ขึ้น แล้วเลือก Add to reading list ได้ เมื่อจะมาอ่านย้อนหลังให้แตะปุ่มรูปหนังสือ เว็บไซต์ที่เราเซฟไว้จะอยู่ใน tab รูปแว่นตาค่ะ
การใช้งานพจนานุกรมแปลคำศัพท์หน้าเว็บ
เวลาที่เปิดเว็บไซต์ภาษาอังกฤษแล้วเจอคำศัพท์คำไหนที่เราไม่ทราบความหมาย เราสามารถค้นหาความหมายได้ตรงหน้าเว็บนั้นเลย ด้วยการแตะที่คำนั้นค้างไว้ แล้วเลือก Define ก็จะแสดงความหมายคำศัพท์นั้นๆเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
อ้างอิง
http://www.aripfan.com/ipad101-ch8-how-to-use-safari-part1/
และผมได้หามาเพิ่มจากอีกเว็บไซต์ครับ
เรามาดูกันเลย
และผมได้หามาเพิ่มจากอีกเว็บไซต์ครับ
เรามาดูกันเลย
1) เลื่อนขึ้นไปบนสุดอย่างรวดเร็ว
บางครั้งเรา Scroll ลงมาอ่านบทความ หรือกระทู้มาเยอะมาก แต่เราก็ขี้เกียด Scroll ขึ้นไปข้างบนสุด เราสามารถเลื่อนขึ้นไปบนสุดของเพจนั้นได้เพียงแค่แตะ แถว ๆ นาฬิกา 1 ครั้ง มันก็จะเลื่อนขึ้นไปข้างบนให้เพียงเสี้ยววินาที
2) เซฟรูปจากเว็บไซต์
บางครั้งเราอาจจะอยากเซฟรูปจากเว็บไซต์ต่าง ๆ มาเก็บไว้ใน Camera Roll ของเรา เราเพียงแค่กดค้างที่รูปที่เราต้องการ จากนั้น กด Save Image
3) การเคลื่อนย้ายตำแหน่ง Tab
การเลื่อนตำแหน่งของ Tab ใน Safari สามารถทำได้โดย กดค้างที่แท็บที่ต้องการย้าย จากนั้นเลื่อนขึ้นหรือลง แท็บก็จะถูกย้ายไปในตำแหน่งที่เราต้องการแล้ว
4) ปิดหน้าต่างที่ไม่ต้องการ
การปิดหน้าต่างที่เราไม่ต้องการแล้วทำได้ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกก็คือ กด X มุมบนซ้ายของหน้าต่างนั้น หรือวิธีที่ 2 ก็คือ ลากหน้าต่างที่ไม่ต้องการไปซ้ายเลย เพียงเท่านี้ก็สามารถปิดแท็บที่ไม่ต้องการได้แล้ว
5) เปิด Reader View เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น
Reader View เป็นฟีเจอร์เด็ด สำหรับนักอ่านตัวยง ซึ่งการเข้าโหมด Reader View นั้น Safari จะจัดหน้ากระดาษของหน้าเว็บ ๆ นั้น ให้อ่านได้สะดวก สบายตามากยิ่งขึ้น เพียงแค่กดสัญลักษณ์ด้านบนซ้ายมือตามภาพ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถเพิ่มขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง ตามที่เราต้องการได้อีกด้วย
6) เข้า Private Browsing Mode
Private Browsing Mode เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ เมื่อเข้าเว็บไซต์ผ่านโหมดนี้ Safari จะไม่เก็บข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น พาสเวิร์ด, ประวัติการเข้าใช้เว็บต่าง ๆ (History) หรือแม้กระทั่งข้อมูลที่เป็น AutoFill เหมาะกับการเข้าเว็บที่ต้องใช้ความปลอดภัยสูง เป็นต้น
7) ลบ iCloud Tab ที่ไม่ต้องการ
การลบ iCloud Tab ที่เราไม่ต้องการนั้นก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงปาดนิ้วไปทางซ้าย จากนั้นกดปุ่ม Delete ส่วนใครที่อยากอ่านการวิธีใช้ฟีเจอร์ iCloud Tab นี้แบบละเอียด สามารถตามไปอ่านได้ที่นี่
8) แตะเพื่อแสดง Toolbar
เมื่อเรา Scroll หน้าเว็บลงไปอ่าน บทความหรือกระทู้ บางที Toolbar ด้านล่างก็จะหายไป วิธีเรียก Toolbar กลับคืนมามี 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกก็คือ แตะบริเวณด้านล่างของจำ 1 ครั้ง หรือให้เรา Scroll หน้าเว็บนั้นขึ้นเล็กน้อย Toolbar ก็จะโผล่มาให้เราใช้งานแล้ว
9) เข้าเว็บแบบ Desktop Site
เมื่อเราเข้าเว็บผ่านไอโฟน บางครั้งเว็บนั้นก็จะเข้าเว็บแบบ Mobile ให้ซึ่งอาจจะทำให้ปุ่มหรือลิงค์บางอย่างหายไป วิธีแก้ก็คือให้เข้าโหมด Desktop Site หน้าตาเว็บไซต์ก็จะเหมือนที่เราเปิดบนคอมพิวเตอร์ทุกอย่าง ตัวอย่างเช่นเว็บของ Facebook
10) เปิด History ของ Tab นั้น
บางครั้งเราอาจจะกดลิงค์ในหน้าต่างนั้นไปเรื่อย ๆ จนหาหน้าหลักไม่เจอ และการกดเข้าไปดูหน้า History ก็ยากเย็นเหลือเกิน และวิธีการเปิดดู History ของ Tab นั้น ๆ แบบรวดเร็ว นั่นก็คือ ให้กดค้างที่ลูกศร Back หรือ Forward จากนั้นลิงค์ทั้งหมดที่เราเคยเปิดในหน้าต่างนั้นก็จะขึ้นมาทั้งหมดให้เราเลือก
นี่คือ 10 เทคนิคการใช้ Safari บน iPhone, iPad หรือ iPod touch ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้ และสามารถติดตามเทคนิคดี ๆ แบบนี้ได้ที่เว็บ MacThai.com
ที่มา – iMore
เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai
ทีมงาน MacThai
อ้างอิง http://www.macthai.com/2015/09/06/10-tips-to-use-safari-on-ios/
ผมนายภานุพงษ์ อ่ำโพธิ์ ต้องขอขอบคุณแหล่งค้นหาข้อมูล แหล่งอ้างอิงดังที่กล่าวมาด้วยครับ ถ้ามีสิ่งผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ปล.เหตุที่ไม่มีรูปประกอบเพราะผมกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ กฎหมายสมัยนี้เขาเอาจริง -0-
ผมนายภานุพงษ์ อ่ำโพธิ์ ต้องขอขอบคุณแหล่งค้นหาข้อมูล แหล่งอ้างอิงดังที่กล่าวมาด้วยครับ ถ้ามีสิ่งผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ปล.เหตุที่ไม่มีรูปประกอบเพราะผมกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ กฎหมายสมัยนี้เขาเอาจริง -0-
ภานุพงษ์ อ่ำโพธิ์
วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559
ใบงาน 1
ใบงานที่ 1 เรื่อง Internet & Web Browser
ให้นักเรียน ปฏิบัติงานทำใบงานที่ 1 ตอบคำถามต่อไปนี้
1. อินเทอร์เน็ต หมายถึงอะไร ?
ตอบ อินเตอร์เน็ต (Internet) นั้นย่อมาจากคำว่า “International network” หรือ “Inter Connection network” ซึ่งหมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เกิดการสื่อสาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน โดยอาศัยตัวเชื่อมเครือข่ายภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงเดียวกัน นั่นก็คือ TCP/IP Protocol ซึ่งเป็นข้อกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย ซึ่งโปรโตคอลนี้จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันสามารถติดต่อถึงกันได้
ที่มา http://computer.bcnnv.ac.th/hnwy-kar-reiyn-ru2
ตอบ เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมเรียกดูเว็บไซต์ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) พีเอชพี (php) ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่นๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ (www)
ที่มา http://it.travel2mukdahan.com/2013/04/web-browser.html
3. ตัวอย่าง Web Browser จำนวน 5 โปรแกรม
พร้อมรูปประกอบ + ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม
ตอบ 1. Firefox
คือ หลาย ๆ คนที่เล่นเน็ทเป็นเปิดเว็บไซท์เป็นคงจะรู้จักกับคำว่าเว็บบราวเซอร์ หรือโปรแกรมท่องเว็บ ส่วนใหญ่แล้วเราคงจะรู้จักกันแต่ Internet Explorer ของ Microsoft จอมผูกขาด คุณรู้หรือเปล่าว่า IE ที่คุณใช้อยู่นั้น ณ เวลาปัจจุบันมันไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย เพราะว่าทางทีมงานเค้าไม่ได้พัฒนามานานแล้ว ฉะนั้นเรื่องความปลอดภัยไม่ต้องถามหา ซึ่ง Firefox นั้นเป็นอินเทอร์เน็ทบราวเซอร์ตัวใหม่ที่จะเข้ามาแข่งกับ IE < Internet Explorer> นำทีมสร้างโดย Mozilla โดยมีนักพัฒนาต่อยอดอยู่ทั่วทุกมุมโลก คุณสมบัติของ Firefox ที่เด่นกว่า IE คือ โปรแกรมมีขนาดเล็กกว่าทำให้การโหลดข้อมูล ทางหน้าเว็บเพจทำได้รวดเร็ว ใช้งานได้สะดวก แท็บด้านบนทำให้ทำให้เข้าได้หลายเว็บไซด์พร้อมๆกันโดยไม่ต้องเปิด window ใหม่ อีกทั้งยังมีการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องอินเทอร์เน็ต เช่น เมนูของ Google สำหรับการค้นหาข้อมูล
2. Opera

เป็นเบราว์เซอร์จากนอร์เวย์โดยมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมและเชื่อถือได้ตั้งแต่สงครามเบราว์เซอร์ล่าสุดกับ Microsoft หลังจากที่แข่งขันได้ Opera ในช่วงอาชีพของส่วนใหญ่ของพื้นที่ฝัง, เช่นถนนโทรศัพท์มือถือขี่หมาป่าและกระตือรือร้น counter – พอใจเปิดตัวในระบบเดสก์ทอป
3. Safari
จากข้อมูลของทาง Apple.com ก็ได้กล่าวถึงโปรแกรม Safari ว่าเป็นโปรแกรมท่องเว็บไซต์ที่เร็วที่สุด โดยเปรียบเทียบกับ Browser อื่น เช่น Firefox หรือ Internet Explorer แต่ก็เป็นข้อมูลจากทาง Apple.com ซึ่งก็ขอให้ผู้อ่านฟังหูไว้หู อย่าเชื่อข้อมูลของทาง Apple.com มากนัก และจากประสบการณ์ที่ผู้เขียนใช้งานมาทั้ง Safari Firefox และ Internet Explorer ในความรู้สึกส่วนตัวเห็นว่า Safari เองเร็วกว่า Internet Explorer อย่างเห็นได้ชัด แต่ต่างกับ Firefox เล็กน้อย โดยขั้นตอนการโหลดเว็บของ Safari จะกระตุกสักครู่แล้วมาหมดทีเดียวทั้งหน้าเลย ต่างจาก Firefox ที่จะมีกรอบเหลี่ยมๆ ก่อนแล้วแต่ละส่วนค่อยๆ โหลดมา ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะเทคนิคการเขียนโปรแกรมนั้นแตกต่างกัน
4. Crazy Browser
คือ"หน้ากาก"ครอบ IE ลงไปอีกทีหนึ่ง แล้วก็เพิ่มความสามารถต่างๆเข้ามา เพื่อให้การใช้เข้าดูเว็บต่างๆนั้น สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น เรามาดูคุณสมบัติคร่าวๆดังนี้
1. ติดตั้งได้กับทุกวินโดวส์ ตั้งแต่ 95 จนถึง 2003 ข้อแม้อย่างเดียวคือ ต้องมี IE อยู่ก่อนเท่านั้น
2. บล็อคพวก Popup โฆษณาต่างๆได้ และยังสามารถเพิ่มรายชื่อได้เองอีกด้วย
3. ในขณะที่ IE นั้น การเปิดหน้าใหม่จากการคลิกลิ้งก์ต่างๆ จะแยกเปิดเป็นตัวๆ บางทีก็เกลื่อนจอ แต่ตัวนี้จะเปิดหน้าใหม่ในลักษณะ Tab เหมือนๆกับโปรแกรม Excel จึงเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่า
4. สามารถตั้งค่าให้เปิดเป็นกลุ่มได้ เช่นคลิกครั้งเดียว เปิดหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับเลย เป็นต้น
5. เวลาเลิกใช้งาน สามารถล้าง URL ที่เราเคยพิมพ์เข้าไปได้โดยอัตโนมัติ
6. สมมติว่าเปิดไว้ 20 เว็บพร้อมๆกัน สามารถยกถ้วยกาแฟพร้อมกับจับปาท่องโก๋ไว้อีกมือ ให้โปรแกรมเลื่อนไปให้ดูทีละเว็บๆแบบสไล้ด์โชว์
7. สำหรับคนชอบอะไรสั้นๆ สามารถพิมพ์เฉพาะชื่อเว็บ เช่น pantip แล้วกด Ctrl+Enter
8. มีช่อง Search ให้พิมพ์ค้นหาคำจากที่อื่นๆได้อีก
5. Maxthon Browser
Maxthon เป็นเบราว์เซอร์ถูกดาวน์โหลด มากกว่า 463 ล้านครั้ง (ซึ่งสามารถดูได้จากหน้าเว็บของ Maxthon เลย) Maxthon (เดิมใช้ชื่อ MyIE2) เป็นเบราว์เชอร์ที่มีความแข็งเกร่ง มีพวกปลั๊กอินให้เราเลือกมากกว่า 1,400 ปลั๊กอินที่ทำให้เราสามารถใช้ Maxthon ได้อย่างสะดวกสบาย และยังมีสกินที่สวยๆให้เราเลือกปรับแต่งใช้งาน Maxthon ให้สวยหรูได้อีกด้วย
6. Google chrome
คือ เว็บเบราว์เซอร์ใหม่สำหรับ Windows ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยทาง Google เอง และเป็นเบราว์เซอร์ที่รวมการออกแบบที่เรียบง่ายเข้ากับเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเพื่อทำให้เว็บรวดเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และใช้งานง่ายขึ้น รายละเอียดบางส่วนของ Google Chrome ค้นหาจากแถบที่อยู่ พิมพ์ในแถบที่อยู่ และรับคำแนะนำสำหรับทั้งหน้าการค้นหาและหน้าเว็บ ภาพขนาดเล็กของเว็บไซต์โปรดของคุณ เข้าถึงหน้าเว็บโปรดของคุณได้ทันทีอย่างรวดเร็วจากแท็บใหม่ใดๆ ก็ตาม การเรียกดูส่วนตัว เปิดหน้าต่างที่ไม่ระบุตัวตนเมื่อคุณไม่ต้องการบันทึกไว้ในประวัติการเรียกดูของคุณ
ที่มา https://www.gotoknow.org/posts/409181
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
My profile
My Profile
Name Panupong Ampho
Nickname Title
M.5/2 no.14
ID. 15389
Assumption College Rayong
In the Future I wanna be a Judge.
Phone Number 0614380371
Facebook : Panupong Ampho
Line ID : Pattypanupong
Nickname Title
M.5/2 no.14
ID. 15389
Assumption College Rayong
In the Future I wanna be a Judge.
Phone Number 0614380371
Facebook : Panupong Ampho
Line ID : Pattypanupong
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















